สำนักเลขาธิการส...'s profile-StuDEnt CoUnCiL ~ThaMMa...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    26 May

    เลือกตั้งสภานักศึกษา'50

         

    มาแล้วววววว..เลือกตั้งสภา'50

    กำหนดการเลือกตั้ง 26 มิถุนายน 2550 นี้

    สำหรับผู้ที่สนใจสมัครสมาชิกสภานักศึกษามาทำงานด้วยกันมาสมัครกันได้หลังจากเปิดเทอมที่กองกิจการนักศึกษา

    สำหรับสมาชิกที่รับสมัครมีด้วยกัน 2 ส่วนคือส่วนแรกมาจากตัวแทนคณะ คณะละ 2 คนและอีกส่วนเป็นตัวแทนทั่วไปจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เขตละ 3 คณะ 1 เขตมีตัวแทนได้ 5 คน สำหรับคณะอะไรอยู่เขตไหนจะมีประกาศจากรองอธิการฝ่ายการนักศึกษามาอีกครั้ง

    มาใช้สิทธิ์กัน...มาทำงานด้วยกันนะ..นักศึกษาด้วยกันรู้ปัญหาที่เจอดีที่สุด ..

    รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่สภานักศึกษาและกองกิจการนักศึกษาคับ

    ประชุมกับฝ่ายการนักศึกษาด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักศึกษา

     

    การประชุมร่วมกับฝ่ายการนักศึกษา ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักศึกษา วันที่ 25 พ.ค. 50

    เนื่องจากฝ่ายการนักศึกษาได้มีการแบ่งฝ่ายงานต่างๆกันอย่างชัดเจนแล้ว จึงมีการเรียกประชุมและดำเนินการต่อด้านพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักศึกษาอันสืบเนื่องมาจากการจัดhot line สายด่วนคลายเครียด นำมาขยายผลและดำเนินการด้านอื่นๆ

    ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแล้วเห็นควรให้มีการดำเนินการเชิงรุกในการจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งกิจกรรมแรกคือจัดเสวนาคุยกับนักศึกษาในวันที่ 19 มิถุนายน 2550 ที่วงกลมริมสระน้ำโซนซี เวลา 19.00น. นำโดยพี่ๆจากกองกิจจะมาร่วมกันพูดคุยกับเพื่อนๆมธ.เรื่องการใช้ชีวิตในมธ.แล้วก็มีเรื่องเล่าสนุกๆมาเล่าให้ฟังกันด้วย อย่าลืมไปกันเยอะๆนะ

    อีกเรื่องนึงคือเรื่องของการให้คำปรึกษาให้กับเพื่อนๆมธ.ที่อยากระบายหรือปรึกษาเรื่องราวต่างๆไม่จำเป็นต้องเรื่องเรียนก็ได้ เรื่องขำๆ เครียดๆ ความรัก อกหัก ฯลฯ คุยได้ทุกเรื่องซึ่งแต่เดิมก็มีอยู่แล้วคือ hot line คลายเครียดนั่นแหละแต่ว่าตอนนี้มีการขยายผลการดำเนินงานคือจะมีการขอความร่วมมือจากผู้ที่สนใจและชุมนุมชมรมต่างๆที่สนใจเมื่อมีเพื่อนคนไหนเครียดก็สามารถแนะนำให้โทรมายังศูนย์ฮอทไลน์ได้ตลอด24ช.ม.

    ในอนาคตจะมีบุคลากรมาให้คำปรึกษาประจำอยู่ที่กองกิจ และจะมีการจัดchat roomด้วยเพื่อติดต่อทางอินเทอร์เน็ต อาจจะอยู่ในรูปของการคุยผ่านเอ็มเอสเอ็มก็ได้ และกิจกรรมอีกอันที่น่าสนใจมากๆที่อาจารย์ท่านได้คุยกันคือเรื่องของการจัดกิจกรรม ''TU CENTER POINT'' คือเปิดพื้นที่บริเวณรอบสระน้ำหน้าตึกโดมบริหาร มธ.ศูนย์รังสิตให้นักศึกษาได้จัดกิจกรรมกันเช่นงานออกร้าน หรือลานกิจกรรมให้มาแสดงฝีมือด้านดนตรีกัน

    อย่าลืมวันที่ 19 มิถุนายนนี้มาเจอกันนะ หน้าสระน้ำโซนซี

    13 May

    ประชุมฝ่ายการนักศึกษาครั้งที่ 5

         

    รายละเอียดเพิ่มเติมจากการประชุมร่วมกับฝ่ายการนักศึกษา 8 พฤษภาคม 2550 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 3 อาคารโดมบริหาร

    **เรื่องการรับน้อง ปีการศึกษา 2550 (รายละเอียดประกอบเอกสาร จากสกอ.ที่แนบมาจากวาระการประชุมครั้งที่ 5) **

    1. ที่ประชุมมีมติให้ยึดถือปฏิบัติตามกฎระเบียบเดิมทั้ง 4 ข้อ คือ ต้องปฏิบัติต่อ"เพื่อนใหม่"อย่างเท่าเทียมกัน ห้ามรับน้องใหม่ ,ห้ามกระทำการใดๆที่เป็นการขู่บังคับให้กระทำตาม ซึ่งอาจนำมาสู่ความอับอาย หรือล่อแหลมไปในทางเพศ ,การเข้าร่วมกิจกรรมต้องทำโดยความสมัครใจเท่านั้นโดยต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครอง ,ต้องแจ้งขอการอนุมัติจากทางมหาวิทยาลัยหรือคณะที่สังกัดอยู่ก่อน

    2. ที่ประชุมมีมติให้เพิ่มข้อปฏิบัติเพิ่มอีก 1 ข้อคือ ห้อมเสพของมึนเมาทุกชนิดระหว่างการจัดกิจกรรมรับน้อง

    3. ตามคำสั่งจากสกอ.ให้มีการตั้งศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนกรณีเกี่ยวกับการรับน้องใหม่ โดยที่ประชุมมีมติให้ทุกคณะจัดผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจนแล้วยื่นรายชื่อให้กองกิจการนักศึกษาตามระยะเวลาที่กำหนดไว้

    **เรื่องการจัดงานรับเพื่อนใหม่ปีการศึกษา 2550 **

    1.จากกำหนดการ ก่อนที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะขึ้นกล่าวต้อนรับนักศึกษาใหม่ ให้ประธานสภา

    นักศึกษาและนายกอมธ.ขึ้นกล่าวทักทายและต้อนรับนักศึกษาใหม่ก่อน โดยให้เวลาประมาณ 5-6 นาที 2.ในงานจะมีการใช้เพลงดอกไม้จะบานและดอกไม้ให้คุณ ร้องตอนอธิการบดีกล่าวต้อนรับ

    3.ในงานจะมีกการใช้เพลงมหาวิทยาลัยในตอนจุดเทียน

    4.จะมีการแจกเข็มกลัดให้น.ศ.ใหม่ทุกคนก่อนขึ้นรถกลับรังสิต

    5.จะมีการแจกถุงผ้าให้น.ศ.ใหม่และอาจารย์รวมถึงศิษย์เก่าที่มาร่วมงาน ตามแนวทางรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยถุงผ้านี้จัดทำจำนวน 4,000 ถุง ต้นทุนประมาณ ถุงละ 50 บาท โดยบริษัทดีแทคเป็นผู้สนับสนุน ลักษณะเป็นกระเป๋าผ้าที่สกรีนลาย "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักษ์สิ่งแวดล้อม"ตรงกลางกระเป๋า โดยคำว่า รักจะใช้รูปหัวใจแทน และด้านมุมซ้ายจะสกรีนคำว่า "รับเพื่อนใหม่' 50" ส่วนมุมขวาจะมีสัญลักษณ์ดีแทคเป็นรูปรอยยิ้มสีแดง

    6.จะแจ้งให้คณาจารย์รวมถึงศิษย์เก่าที่เข้าร่วมงานทุกคนใส่เสื้อสีเหลืองแดงในงาน

    7.กิจกรรมligth&sound จะจัดที่เดิมคือสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยครั้งนี้จ้างบริษัทอาร์เอส โปรโมชั่นให้เป็นผู้จัดงาน

    8.ห้ามจอดรถบริเวณภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เด็ดขาดเนื่องจากอาจเกิดผลกระทบต่อการจัดกิจกรรม light&sound โดยให้ประสานงานกับสนามหลวงใช้เป็นที่จอดรถแทน

    9.ให้มีการประชาสัมพันธ์งานกีฬามหาวิทยาลัยโลกในงานรับเพื่อนใหม่ด้วย

    10.ให้มีการแจกกำหนดการวันรับเพื่อนใหม่ในวันที่สอบสัมภาษณ์ของแต่ละคณะ

    11.สถานที่พักสำหรับนักศึกษาใหม่ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมวันรับเพื่อนใหม่คืออาคารเอเชี่ยนเกมส์โซนซี2,ซี3,ซี4,ซี5,ซี6

    12.เดิมสำนักงานจัดการทรัยพ์สินกำหนดให้นักศึกษาใหม่ชำระค่าหอพักนักศึกษาในวันที่ 20-21 พฤษภาคม นี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่นักศึกษา เนื่องจากที่ประชุมพิจารณาแล้วว่าอาจก่อให้เกิดความไม่สะดวกในหลายๆ ด้านเช่นความปลอดภัยของการเก็บรักษาเงินของนักศึกษาที่มาร่วมกิจกรรมรับเพื่อนใหม่ ,ตารางการจัดกิจกรรมวันรับเพื่อนใหม่ที่ไม่สามารถให้นักศึกษาปลีกตัวออกมาได้จนกระทั่งสิ้นสุดงาน ฯลฯ ที่ประชุมจึงมีมติให้กำหนดวันรับชำระใหม่อีกครั้ง

    13.ให้อมธ.เตรียมกระสอบป่านวางไว้หน้าหอพักทุกหอพักที่จะใช้รับรองนักศึกษาใหม่เข้าพักในวันรับเพื่อนใหม่ เพื่อรักษาความสะอาดของอาคาร

    14.มีบางคณะที่จัดงานรับน้องคาบเกี่ยวหรือตรงกับวันที่จะจัดกิจกรรมรับเพื่อนใหม่เช่นคณะศิลปศาสตร์และคณะนิติศาสตร์ที่จะจัดงานในวันที่ 19-20และวันที่ 20-21 ตามลำดับ ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติให้จัดกิจกรรมดังกล่าวได้ โดยให้เป็นความสมัครใจของนักศึกษาในการเลือกเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ หรือทั้ง 2 กิจกรรม โดยให้อมธ.จัดเตรียมระบบรองรับไว้

    15.อมธ.แจ้งว่าจะมีการบรรจุของที่จะแจกจ่ายให้ในงานรับเพื่อนใหม่วันที่ 18 พ.ค. 50 ที่อาคารยิมเนเซี่ยม 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

    16.จะมีการรณรงค์เรื่องการแต่งกายอย่างเหมาะสมแทรกไปในงานนี้ด้วย

    **เรื่องกีฬามหาวิทยาลัยโลก **

    1.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะปิดในช่วงวันที่ 23 ก.ค. - 26 ส.ค. โดยให้นักศึกษาย้ายออกจากหอพักนักกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ทั้งหมด

    2.เปิดรับน.ศ.ที่สนใจเข้าร่วมพิธีเปิด-ปิด โดยมีการถือแพลทในงาน ซึ่งเป็นแพลทปล่าวสีขาวและใช้วิธียิงแสงลงฉากแพลท โดยให้ผู้ที่สนใจแจ้งความจำนงค์ไปยังกองกิจการนักศึกษา โดยพิธีเปิดจะจัดขึ้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน บริเวณติดกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง บางกะปิ

    3.ให้แต่ละคณะประสานงานไปถึงกน.ให้จัดหานักศึกษาเข้าร่วมงานพิธีเปิด-ปิดดังกล่าว

    4.ที่ประชุมมีมติให้จัดทำ welcome card เพื่อเป็นของที่ระลึกจากนักศึกษาวางไว้บนหัวเตียงห้องพักนักกีฬา โดยจะจัดทำเป็นแบบฟอร์มแล้วให้เขียนเติมข้อความหรือรูปภาพใดๆลงไปพร้อมอาจให้อีเมล์แอดเดรสไว้เพื่อติดต่อด้วย

    5.เนื่องจากผู้ปฏิบัติงานในงานกีฬามหาวิทยาลัยโลกในส่วนต่างๆยังขาดอยู่ จึงอาจมีการรับสมัครอาสาสมัครเพื่อทำงานอีกครั้ง

    **เรื่องธรรมศาสตร์ทำนา **

    1.จากการประชุมครั้งล่าสุดที่ประชุมมีมติให้จัดสัปดาห์เฟรชชี่ทำนาขึ้น ระหว่างวันที่ 2-5 ก.ค. 50 โดยจัดกิจกรรมหลังเลิกเรียน และให้แต่ละคณะจองวันที่จะนำนักศึกษามาร่วมกิจกรรม โดยแจ้งมาที่กองกิจการนักศึกษาด้วย

    2.เนื่องจากจะจัดเฟรชชี่ทำนาในเดือน ก.ค.จึงต้องเตรียมต้นข้าวภายในต้นเดือนมิ.ย.นี้

    3.ให้มีการประชาสัมพันธ์โครงการธรรมศาสตร์ทำนาและสัปดาห์เฟรชชี่ทำนาในวันรับเพื่อนใหม่คือวันที่ 19 พ.ค. 50

    **เรื่องเกี่ยวกับคณะอนุกรรมการฝ่ายการนักศึกษา **

    1.จากการแบ่งคณะอนุกรรมการฝ่ายการนักศึกษาออกเป็นฝ่ายต่างๆ แล้ว ที่ประชุมมีมติให้จัดหาผู้ดำรงตำแหน่งประธานและตำแหน่งอื่นในแต่ละฝ่ายรวมทั้งสมาชิกในฝ่ายนั้นๆ และส่งรายชื่อให้กองกิจการนักศึกษาเพื่อจัดทำหนังสือแต่งตั้งให้แล้วเสร็จต่อไป

    2.สำหรับตัวแทนนักศึกษาคือประธานสภานักศึกษา และนายกองค์การนักศึกษา พร้อมผู้รับผิดชอบให้จัดตำแหน่งอย่างชัดเจนในการเข้าร่วมในคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ และส่งรายละเอียดให้กองกิจการนักศึกษา

    3.ที่ประชุมมีมติให้อาจารย์หอพักเข้าร่วมในคณะอนุกรรมการฝ่ายการนักศึกษาด้วย ">

    **เรื่องอื่นๆ **

    1.ที่ประชุมมีมติมอบหมายให้สภานักศึกษาและอมธ.จัดงานDEBATE รัฐธรรมนูญและ DEBATEการเลือกตั้งฯ

    2.ที่ประชุมมีมติให้จัดการประชาสัมพันธ์เรื่องทุนการศึกษาและสวัสดิการด้านการพยาบาล ในวันที่มีการตรวจร่างกายหรือวันใด ๆตามแต่ที่คณะกำหนด

    3.วันไหว้ครูปี2550 กำหนดให้เป็นวันที่ 14 มิถุนายน 2550 ที่อาคารยิมเนเซี่ยม 2

    4.เนื่องจากประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตด้านประตูพหลโยธิน 3 มักเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายเนื่องมาจาการจัดซุ้มรับบัตรผ่านประตูใกล้บริเวณทางออกมากเกินไปจนทำให้รถต้องจอดชั่วคราวบนถนนพหลโยธินเพื่อรอรับบัตรและก่อให้เกิดการชนท้ายหรืออุบัติเหตุต่าง ๆ ที่ประชุมจึงมีมติให้จัดซุ้มถอยร่อนเข้ามาในมหาวิทยาลัยเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ

     

    ประชุมเกี่ยวกับงานรับเพื่อนใหม่และงานปฐมนิเทศน์ผู้ปกครอง

         

    รายละเอียดเพิ่มเติมการประชุมเตรียมงานรับเพื่อนใหม่และปฐมนิเทศน์ผู้ปกครอง ร่วมกับรองอธิการฝ่ายการนักศึกษา และตัวแทนนักศึกษา 8 พฤษภาคม 2550 เวลา 17.30น.

    **เรื่องงานรับเพื่อนใหม่ **

    1.หอพักที่จัดไว้สำหรับstaffในวันรับเพื่อนใหม่จะจัดที่อาคารเอเชี่ยนเกมส์โซนบี

    2.ให้เข้าหอได้ตลอดเวลา

    3.หลังเวลาเที่ยงคืนหากstaffมีเหตุจำเป็นต้องออกจากหอพักต้องวางบัตรนักศึกษาแก่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

    4.ให้จัดรถสำหรับบริการนักศึกษาพิการตลอด 24 ชั่วโมง

    5.ห้ามจอดรถที่ลานด้านหลังอาคารยิมเนเซี่ยม 2 ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ ยกเว้นรถขนของที่มีกิจ

    6.จะมีการขอรถเอ็นจีวีบางส่วนมาใช้ในการปฏิบัติงาน

    **เรื่องปฐมนิเทศน์ผู้ปกครอง **

    1.ให้จัดรถเอ็นจีวีสำหรับรับผู้ปกครองชมรังสิต

    2.การจัดงานให้คงคอนเซ็ปต์เดิม

    3.ให้เครือข่ายผู้ปกครองปี 49 เข้าร่วมการประชุมเพื่อแนะนำและเสนอปัญหาและแนวทางต่างๆ

    4.ให้เลือกเครือข่ายผู้ปกครองจากคณะต่างๆ โดยการอาสาสมัครและรับรองอาสาสมัคร

    5.ให้จอดรถที่ลานหน้าอาคารยิมเนเซี่ยม 5

    **เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง **

    1.ให้มีระบบจัดการขยะในการจัดงานทั้ง 2 งานด้วย

     

    ทัวร์ประวัติศาสตร์มธ.ท่าพระจันทร์

         

    กิจกรรม walking tour รุ่นที่ 3 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

    **เรื่องธรรมศาสตร์กับประวัติศาสตร์การเมือง**

    ถ้าถามว่าทำไมวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึงเป็นวันที่ 27 มิถุนายน จะมีนักศึกษาซักกี่คนที่จะรู้ คราวนี้มีคำตอบมาให้..มาเริ่มดูกันก่อนเล่ยนะวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครองอ่ะ 24 มิถุนา' 2475ใช่ม้า..ส่วนวันที่ 10 ธันวา'ก็วันรัฐธรรมนูญ...อ้าวววว แล้ว 27 ล่ะ...

    คืองี้ วันที่ 10 ธันวา'น่ะเป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 แต่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกไง ส่วนวันที่ 27 มิถุนายน 2475 น่ะเป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกซึ่งยังคงเป็นฉบับชั่วคราวซึ่งมีเพียง 39 ข้อเท่านั้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือข้อแรกที่บัญญัติไว้ว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชนและกษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้อำนาจรัฐธรรมนูญ นับว่าวันนี้เองเป็นวันแรกที่ประชาชนคนไทยได้มีสิทธิใน"ชีวิต"ของตัวเอง เป็น"เจ้าของ"ชีวิตของตัวเอง เพราะแต่ก่อนภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใช่ม้า เพราะงั้นถ้ากษัตริย์สั่งให้ใครตายคนนั้นก็ต้องตาย เพราะงั้นธรรมศาสตร์เลยจัดตั้งขึ้นในอีก 2 ปีต่อมาและใช้วันสถาปนาเป็นวันที่ 27 มิถุนายน เพื่อยกย่อง "ราษฎร" ทุกคน ไม่ใช่ยกย่องคณะราษฎร์ที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24

    อย่างที่รู้กันว่าพ่อปรีดีย์เป็นผู้ประศาสตร์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นมา เพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนทุกคน โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นลูกผู้ลากมากดีหรือเจ้าขุนมูลนายอย่างมหาวิทยาลัยที่หลังสวน (เดี๋ยวนี้จะเข้าใจง่ายกว่าถ้าเรียกว่ามหา'ลัยเล็กๆแถวสามย่าน)นับว่าเป็นเหมือนบ่อน้ำดับความกระหายที่จะเรียนรู้ของประชาชน ตอนที่เริ่มเปิดปีแรกมธ.มีนักศึกษาอยู่ 7094 คน ภายใต้ชื่อโรงเรียนวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แล้วก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน

    หลังจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองผ่านไปแล้วก็มีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นมากมาย ปฏิวัติกันไปรัฐประหารกันมา แล้วมธ.ก็มีเอี่ยวไปด้วยในหลาย ๆเหตุการณ์อย่างเหตุการณ์เดือนตุลา เป็นต้น ทำให้มธ.เป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวของประเทศที่นายกรัฐมนตรีต้องมาเป็นอธิการบดี เนื่องจากในยุคนั้นธรรมศาสตร์มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการที่จะคุมการเมืองของประเทศให้อยู่ต้องคุมคนธรรมศาสตร์ให้อยู่ ดังนั้นจึงมีคนกล่าวไว้ว่าประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์คือประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ

    แต่เหตุการณ์หนึ่งที่มธ.ไม่ได้เข้าร่วมคือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า พฤษภา' ทมิฬ ..เนื่องจากอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในยุคนั้นไม่ยินยอมให้ใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยเป็นที่ชุมนุม ดังนั้นศูนย์กลางการชุมนุมจึงย้ายมาที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล

    **ตำนานเจ้าแม่สิงห์โตทอง**

    เมื่อก่อนนี้มธ.เคยเป็นวังเก่า ไม่เชื่อดูกำแพงด้านฝั่งท่าพระจันทร์ดูซิ กำแพงนั้นเป็นของจริงนะ อายุตั้ง 200 กว่าปีมาแล้ว สังเกตดูดีๆ มันไม่ได้ตั้งตรงซักเท่าไหร่แล้วล่ะ เพราะพื้นที่กรุงเทพเป็นดินตะกอนดินจึงนิ่มทำให้สิ่งปลูกสร้างที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานนี้เอียงไปบ้าง

    มาหยุดกันที่เจ้าแม่สิงห์โตทองบริเวณโรงอาหารที่ตึกเศรษฐฯ ที่มองเห็นสะพานพระปิ่นเกล้า จากประวัติศาสตร์พระปิ่นเกล้าน่ะไม่ใช่กษัตริย์องค์ไหนหรอกแต่เป็นผู้ที่มีความสามารถมากๆในช่วงสมัยร.3-ร.4 ท่าติดต่อทำการค้ากับอเมริกามาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว แล้วบริเวณที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาน่ะเมื่อประมาณ 400-500 ปีที่แล้วสองฝั่งมันติดกันทั้งท่าพระจันทร์แล้วก็วังหลังบริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยที่ฝั่งนู้นนนนน(ถ้าจะไปเที่ยวรถไฟสายมรณะก็ขึ้นจากสถานีนี้ก็ได้นะ)

    แล้วการเดินทางเมื่อก่อนเค้าเดินทางกันทางเรือผ่านทางแม่น้ำที่ปัจจุบันเป็น"คลองบางกอกน้อย" ซึ่งจะอ้อมมากหากต้องการขนส่งสินค้าไปทางคลองบางกอกน้อยต้องเดินเรือไปอีก 10 ก.ม.ถึงจะไปถึงอีกฝากของบางกอกได้ ทีนี้เค้าก็เลยขุด "คลองลัดบางกอก"ขึ้นมาเพื่อย่นระยะทาง..ซึ่งก็คือคลองที่ตัดผ่านหน้ามธ.ของเรานี่เอง..ก็ไอ้แม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันนี่แหละคือแบบว่าเมื่อระยะเวลามันผ่านไปน้ำก็กัดเซาะจนในที่สุดคลองลัดบางกอกก็มีขนาดใหญ่กว่าแม่น้ำบางกอกน้อย(คลองบางกอกน้อย)แล้วคลองก็เลยกลายเป็นแม่น้ำ แม่น้ำก็เลยกลายเป็นคลอง.. และในเมื่อมันผ่านมธ.แต่ก่อนบริเวณมธ.เลยเป็นด่านขนอน คือภาษีรูปแบบหนึ่งของการค้าทางเรือ โดยมีเจ้าพระยาณิชาเยน(สะกดไม่ถูกอ่ะ)ดูแลอยู่

    แต่ถ้าย้อนไปให้ไกลลลลลลลกว่านั้นประมาณ 1,000 กว่าปีก่อนแถวนี้เป็นทะเลค่ะ

    อ่ะเข้าเรื่อง..เรือสำเภานั้นจะลอยโดยไม่มีสินค้าใดๆอยู่ในเรือไม่ได้เพราะไม่งั้นเรือจะโคลงจนล่มได้ เพราะงั้นชาวจีนหรือชาวต่างชาติที่ล่องเรือมานั้น ภายในเรือนอกจากสินค้าที่บรรทุกมาแล้วจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า"อับเฉา"อยู่ด้วย อับเฉาเป็นรูปปั้นหรืออะไรก็ได้ที่ใช้ถ่วงเรือไม่ให้เรือว่างหลังจากการนำสินค้าออกที่ไทยแล้ว..แล้วจะให้เอาหินธรรมดาๆมาทำเป็นอับเฉาถ่วงเรือมันก็เปลืองค่าขนอนใช่มะ เพราะงั้นเค้าก็เลยนำเอาพวกหินแกะสลักหรือว่าเครื่องบรรณาการที่จะมอบแก่กษัตริย์ไทยบรรทุกมาด้วย

    แต่ปรากฏว่าเรือดันล่มซะจนรูปปั้นสิงโตหินตกลงสู่ก้นคลอง ในที่สุดก็สามารถงมกันขึ้นมาได้ ..แล้วของส่วนใหญ่ที่เค้าจะทำน่ะ เค้าไม่นิยมทำเป็นอันเดียว (ลองสังเกตดูต้นไม้จำลองต้องมีต้นไม้เงินต้นไม้ทองถูกมะ) รูปปั้นนี้ก็เหมือนกันนอกจากตัวนึงที่ตั้งอยู่ปัจจุบันนี้แล้ว ยังเชื่อกันว่ามีรูปปั้นอีกตัวนึงแต่จะอยู่ที่ไหนมันก็แล้วแต่ความเชื่อ

    ที่แน่ๆนะเค้าเชื่อกันว่าที่อยู่ที่มธ.เป็นตัวเมีย..เพราะอะไรไม่รู้เหมือนกัน..มาฟังตำนานแรกกันดีก่า..ตำนานแรกเค้าเชื่อว่าอีกตัวอยู่ที่ฝั่งวังหลัง แต่ดันจมหายไปแล้ว..วันดีคืนดีเค้าก็จะมีแสงวูบๆจากตาแม่สิงห์โตออกมาหาคู่ของเจ๊เค้า ส่วนตำนานที่สองเค้าเชือว่าอีกตัวก็อยู่ฝั่งเดียวกันถัดจากแม่สิงห์โตนั่นแหละอยู่ไม่ไกลกันแต่ก็โดนน้ำที่เซาะตลิ่งจนพังจมหายกันไปพร้อมกัน ส่วนตำนานที่สามเชื่อว่าที่เป็นความตั้งใจหามาวางไว้โดยรูปปั้นสิงห์โตทองตั้งไว้เพื่อแก้ฮวงจุ้ยของมธ.ที่รับทาง3แพร่งที่เป็นทางอัปมงคล

    แต่ไม่ว่าตำนานจะเป็นยังไง เบื้องหลังตำนานนั้นก็คือการที่เจ้าแม่สิงห์โตทองเป็นเครื่องหมายยืนยันที่ชัดเจนมากว่าไทยเรามีการทำการค้ากับจีนมานานมากแล้ว

    อืมมเกือบลืม..ทมยันตีนักเขียนนิยายชื่อดังของไทยก็เขียนนิยายรัก"คู่กรรม"โดยใช้การอ้างอิงพื้นที่จริงแถวนี้คืออังศุมาลินนางเอกของเรื่องบ้านอยู่คลองบางกอกน้อย ส่วนโกโบริพระเอกของเราก็เป็นนายช่างอยู่อู่เรือญี่ปุ่นซึ่งอู่เรือญี่ปุ่นแต่ก่อนก็เป็นฝั่งวังหลังแถวๆสถานีรถไฟบางกอกน้อยนั่นแหละ ส่วนกิ๊กเก่าของนางเอกของเราก็อยู่ฝั่งท่าพระจันทร์นั่นก็คือมธ.ของเรานั่นเองก็พอจะอนุมานได้ว่ากิ๊กเก่าของนางเอกนั้นเรียนอยู่ที่มธ.

    **จิ๊งหน่อง**

    เคยได้ยินชื่อนี้มั๊ย "จิ๊งหน่อง" จริงๆ แล้วจิ๊งหน่องมีชื่อว่า "นักศึกษา" เป็นผลงานรูปปั้นลอยตัวที่ชิ้นใหญ่ที่สุดของอาจารย์เขียน ยิ้มสิริ ศิลปินชื่อดังของไทยบรรจงสร้างขึ้น ปัจจุบันนี้ตั้งอยู่บริเวณสวนของคณะศิลปศาสตร์ ผลงานชิ้นนี้เป็นการสร้างภายใต้โจทย์ "นักคิดไทย" เป็นศิลปะแบบสุโขทัย ลักษณะของรูปปั้นนี้ทุกส่วนเป็นสัญลักษณ์แทนความหมาย คือก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าหมายถึงความก้าวหน้า มือขวาแสดงท่าคิด ตามองตรงที่ผนึงจารึกจำลองที่ตึกศิลปศาสตร์

    มีคนถามว่าทำไมจุฬาเรียกนิสิต..แล้วมธ.เรียกนักศึกษา...จริงๆ แล้วเค้าบอกว่าคำว่านิสิตมาจากคำว่าundergradeคือนักเรียนที่เข้ามาศึกษาแล้วก็กินนอนอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้นเลย แต่มธ.เมื่อก่อนไม่ใช่ นักศึกษาของเราต่างคนต่างมา ไปเช้าเย็นก็กลับมันตรงกับคำว่า studentมากกว่า

    เมื่อแรกเริ่มมธ.มีด้วยกัน 4 คณะ..แล้วก็ไม่เหมือนจุฬาอีกแหละ จุฬามีอักษร แต่มธ.มีสินสาด เพราะคำว่าศิลปศาสตร์หรือL-art หมายถึง "เสรี"ทางศิลป์ ไม่จำกัดเพียงศิลป์บางส่วนเช่นด้านภาษา

    **ลานโพธิ์และปากฉลาม**

    ต้นโพธิ์...จริงๆแล้วไม่ได้ชื่อต้นโพธิ์ ถ้าใครที่สนใจใฝ่ทางธรรมะมากๆก็จะรู้ เพราะคำว่าต้นโพธิ์น่ะมันหมายถึงต้นอะไรก็ได้ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ตอนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าในยุคของเราซึ่งก็คือเจ้าชายสิทธัตถะประทับใต้ต้น"อัสฐะ"นับแต่นั้น ต้นไม้ชนิดนี้ก็ถูกเรียกว่าต้นโพธิ์มาโดยตลอด ถ้าใครมีเวลาไปเปิดดูนะพวกพระไตรปิฎกหรืออะไรก็ได้จะรู้ว่าบางทีอาจเป็นต้นรัง ต้นไทร ต้น...ต้นอะไรก็ได้อ่ะ ก็เป็นต้นโพธิ์ได้ทั้งนั้น

    สำหรับต้นโพธิ์ต้นนี้เป็นต้นที่อยู่คู่มธ.มานานแล้วล่ะผ่านเหตุการณ์ร้อนหนาวคู่มธ.มามาก ถ้าน.ศ.ทำอะไรก็ตามใต้ลานโพธิ์ซึ่งโดยมากจะเกี่ยวกับการเมือง มันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที อย่างปีที่แล้วที่น.ศ.มธ.ล่ารายชื่อถอดถอนนายกรัฐมนตรีคนก่อน ข่าวก็ดังเลยว่านักศึกษามธ.ทำเรื่องนี้เรียกได้ว่าถ้ามีกระแสการเมืองเมื่อไหร่นักข่าวแทบนั่งเฝ้าต้นโพธิ์เลยทีเดียว ทั้งๆ ที่ไอ้ข่าวที่ออกไปกับการล่ารายชื่อว่ามธ.เป็นคนทำน่ะ จริงๆ มันก็แค่เด็กมธ.10กว่าคนเท่านั้นเอง

    ในอดีตใต้ต้นโพธิ์เคยใช้เป็นเวทีพูดไฮปาร์คสำหรับปลุกกระแสการเมือง..เพราะอะไรถึงต้องเป็นที่นี่..จริงๆแล้วมันเป็นเพราะว่าเมื่อก่อนมีเรียนกันอยู่แค่ ไม่กี่คณะใช่มะ แล้วอย่างเหตุการณ์เดือนตุลาน่ะ น.ศ.เค้าจะสอบกันแต่แล้วแกนนำนักศึกษาก็ดันมาปิดตึกเอาปูนพลาสเตอร์ปิดรูกุญแจปิดห้องสอบซะงั้น ไอ้ข้างล่างมันก็พูดปราศรัยกันอยู่แถวๆลานโพธิ์ ในเมื่อน.ศ.เข้าห้องสอบไม่ได้ก็เลยต้องฟังที่เค้ากะลังแหกปากพูดกันอยู่ แล้วส่วนมากก็คิดไปคิดมาก็เห็นด้วย หรือว่ามีใจเห็นด้วยอยู่แล้วตั้งแต่แรกก็เลยลงมานั่งฟังเป็นเรื่องเป็นราวนำไปสู่การชุมนุม จากนั้นมาลานโพธิ์เลยกลายเป็นที่ชุมนุมไปเลย

    และใต้ต้นโพธิ์นี้เองที่เคยเกิดเรื่อง อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวานิชย์และคุณอภินันท์ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นนักศึกษา แสดงล้อเลียนการเมืองด้วยการแขวนคอ คราวนี้คุณอภินันท์ ดันหน้าคล้ายฟ้าชาย หนังสือพิมพ์เห็นเป็นช่องทางในการขายข่าวด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างสุดขั้วและไม่คำนึงถึงคนอื่น เลยประโคมข่าวว่าน.ศ.มธ.หมิ่นเบื้องสูงจนเป็นเรื่องเป็นราวลุกลามใหญ่โตขนาดฆ่าแกงกันจริงๆ

    ส่วนปากฉลามก็ไม่มีไรมากหรอก มันถูกสร้างมาพร้อมๆ กับตึกสินสาดนั่นแหละ ในสมัยนั้นนับว่าทันสมัยแล้วก็ไฮโซมั่กๆค่ะ

    **ผนังจารึกคณะศิลปศาสตร์**

    มธ.เป็นที่แรกที่ริเริ่มในการทำจารึกอักษรที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะตอนสร้างตึกพยายามหาอะไรประดับที่จะทันสมัยได้ทุกยุคแล้วสอดคล้องกับคณะด้วย เลยเกิดการทำจารึกอักขระไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นจารึกพ่อขุนรามคำแหง สร้างมาพร้อมๆกะจิ๊งหน่องนั่นแหละ

    มีเด็กเอกประวัติคนนึงเค้าเคยอ่านๆ ดูแล้วเค้าบอกว่ามันผิดไป2ตัวซึ่งก็จริงๆ จารึกผิดไป แต่ถ้าคนอ่านไม่เป็นไม่สังเกตก็จะไม่เห็น

    ทั้งๆ ที่มีจารึกอักษรไว้บนผนัง แต่ก็คนมธ.เองนี่แหละที่ออกมาแฉว่าจารึกนี้ไม่ใช่ของจริง ไม่ได้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจริงๆ เพียงแต่ใช้เป็นกลลวงต่างชาติ ประมาณว่าไทยเราก็รุ่งเรืองมาแต่ก่อนนะ มีวัฒนธรรมเหมือนกันนะ อะไรแบบนั้น ส่วนหินน่ะของจริงจากสมัยนู๊นนน แต่จารึกค่อยมาจารึกกันทีหลังช่วงประมาณรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาจารย์เค้าบอกว่าที่บอกแบบนี้เพราะเนื้อหามันฟ้อง

    คือเมื่อก่อนเค้าจะไม่บันทึกอะไรเป็นเรื่องเป็นราวกัน แบบว่าอยากเขียนอะไรก็เขียน บันทึกอะไรก็บันทึก เหมือนพวกภาพตามผนังถ้ำเขียนภาพวัวแสดงการล่าสัตว์อยู่ดีๆ กลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ไปแล้ว เค้าบอกว่าการบันทึกเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้น่ะเพิ่งมีมาทีหลัง เป็นวัฒนธรรมของพวกผู้ดีอังกฤษเค้า ซึ่งเรารับมาในช่วงหลังแล้ว ไม่ใช่ช่วงสุโขทัยแน่นอน ดังนั้นจึงกลายเป็นหลักฐานมัดตัวเองว่านี่คือ"ของปลอม"

    **ถนนเล็กๆที่หลายๆคนมองข้าม**

    ถนนที่ตัดผ่านระหว่างตึกศิลปศาสตร์กับศูนย์หนังสือในปัจจุบัน มีใครรู้บ้างว่าชื่อถนนอะไร

    ถนนนี้เรียกว่าถนน 16 สิงหา ตั้งชื่อแบบนี้เพื่อเป็นการระบึกการประกาศอิสระภาพจากการพ้นเป็นประเทศที่แพ้สงคราม ในสงครามโลกครั้งที่สองที่รัฐบาลไทยอยู่ฝ่ายญี่ปุ่น แต่ขบวนการใต้ดินที่มีกษัตริย์ไทยร่วมด้วยอยู่ฝ่ายอเมริกา หลังสงครามสิ้นสุดลงอเมริกาชนะ ขบวนการใต้ดินของไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงครามซึ่งจะเกิดความเสียหายมาก แต่อย่างไรก็ตามจากสงครามครั้งนี้ไทยก็ถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าร่วมในองค์การสหประชาชาติอยู่ดี

    จารึกอักษรไม่ได้มีหน้าเดียวมีอยู่ด้วยกันหลายหน้าทั่วตึกลองเดินดูกันนะ

    **ปืนใหญ่ริมรั้วมธ.**

    เชื่อป่าวว่าปืนใหญ่ที่ตอนนี้วางอยู่บริเวณริมรั้วมธ.ท่าพระจันทร์น่ะ ยังสามารถใช้การได้จริงๆ อยู่นะ แถมยังเป็นปืนใหญ่ที่เคยใช้อยู่จริงๆ ซะด้วย แต่ว่ามันไม่ใช่แบบปืนกลไฟอย่างในหนังสุริโยทัยอะไรแบบนั้นนะ มันเป็นเพียงปืนใหญ่ที่เค้าใช้สำหรับการพังกำแพงเวลาที่บุกเข้าเมืองเท่านั้น

    เมื่อครั้งกระนู้นน่ะ บ้านเราเคยมีปืนใหญ่ที่เป็นแบบปืนกลไฟแบบยิงแล้วตู้มเลยอ่ะไรแบบนั้นน่ะ แต่ว่าก็แพ้สงครามจนได้ เพราะไม่มีใครที่สามารถใช้เป็นเลย แบบว่าเหมือนไก่ได้พลอยอ่ะ

    อีกอย่างนะในสมัยก่อนนี้ข้างมธ.ด้านที่เป็นวันอยู่ปัจจุบัน เมื่อก่อนก็เป็นวัดน่ะ แต่ว่าเป็นวัดชื่อว่าวัดบางยี่หร่า อยู่ที่เดิมแต่เปลี่ยนชื่อใหม่คือวัดที่อยู่ข้างมธ.ปัจจุบันนั่นแหละ

    **ธรรมจักรสัญลักษณ์อันน่าภูมิใจของมธ.**

    มีใครรู้บ้างว่าทำไมธรรมจักรถึงเป็นสัญลักษณ์ของมธ. ก็แบบว่านะตอนครั้งที่มีการแข่งขันฟุตบอลประเพณีระหว่างจุฬากับมธ.ครั้งแรกนั้น จุฬาเค้าเอาพระเกี้ยวออกมาแห่ คราวนี้มธ.เลยมานั่งคิดว่าต่อไปเราจะเอาอะไรไปแห่ดี เลยเกิดการคิดตราธรรมจักรขึ้นเพื่อสื่อความถึงธรรมศาสตร์ โดยกงจักรคือธรรมและพานรัฐธรรมนูญแสดงถึงความเกี่ยวข้องกับวิชาการเมือง เข้ากับชื่อมธ.ตอนนั้นคือโรงเรียนวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

    พูดง่ายๆ ก็คือธรรมจักรเกิดขึ้นเพราะต้องนำมาใช้ในงานบอลนี่แหละ ส่วนงานบอลครั้งแรกของเรา จัดขึ้นโดยใช้สนามหลวงเป็นที่แข่งขัน

    เคยมีบางคนถามกันมาว่าทำไมธรรมะต้องใช้ตราของกงล้อแบบล้อเกวียน..คำตอบก็คือเมื่อสมัยที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้และเริ่มเผยแพร่พระธรรมนั้นล้อเกวียนถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมากที่สุดของยุค เพราะเมื่อก่อนนี้เวลาที่เขาต้องการที่จะสร้างล้อรถกันก็จะนำต้นไม้มาตัดกลางแล้วนำไม้มาเจียนให้กลมเหมือนเขียงแล้วใช้ทำเป็นล้อ คราวนี้เวลาพังก็ต้องเปลี่ยนกันทั้งล้อเลย แต่ล้อแบบซี่ๆอย่างที่เห็นอันเป็นเทคโนโลยีใหม่นั้นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งอัน คือว่าหากต้องการเปลี่ยนตรงไหนก็เปลี่ยนเฉพาะตรงนั้น ซึ่ไหนหักก็เปลี่ยนซี่นั้นอะไรแบบนั้น

    **หอประชุมใหญ่ของมธ.**

    หอประชุมใหญ่ของเรานับว่าเป็นหอประชุมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ สามารถบรรจุคนได้ถึง 2,500 คน แล้วนอกจากหอประชุมใหญ่แล้วยังมีที่เค้าเรียกกันว่าหอเล็กอยู่ด้วย ทีแรกก็จะไม่รู้ว่าหอเล็กมันอยู่ตรงไหน อยู่ไปนานๆก็จะรู้ว่าหอเล็กมันก็คือหอใหญ่นั่นแหละแต่ว่าทางเข้าอยู่กันคนละด้านเท่านั้นเอง

    **ลานปรีดีย์..ผู้ประศาสตร์การมธ.**

    อาจารย์ปรีดีย์เป็นผู้ประศาสตร์กรของโรงเรียนวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็นมธ.นั่นเอง ท่านอาจารย์เป็นลูกชาวนาที่เรียนเก่งมากจึงได้ทุนไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส ตอนนั้นที่ฝรั่งเศสเค้าเริ่มปลูกฝังกระแสของประชาธิปไตยกันเป็นอย่างมาก อาจารย์และนักเรียนนอกหัวก้าวหน้าที่อยู่ที่นั่นอยากให้ไทยเป็นประเทศที่พัฒนาภายใต้ระบอบประชาธิปไตย จึงพยายามส่งเสริมแนวทางประชาธิปไตยมาโดยตลอด

    แล้วต่อมาก็เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองตามที่ได้เรียนกันมาตามประวัติศาสตร์การเมืองไทยนี่เอง

    ครั้งแรกที่เปิดมธ.นั้นน.ศ.มธ.เสียค่าเล่าเรียนกันเพียงหน่วยกิตละ 1 บาทเท่านั้นเพื่อรองรับความต้องการที่จะแสวงหาความรู้ของประชาชน

    ตึกโดมในช่วงแรกนั้นถูกออกแบบโดยคุณหมิว อภัยวงศ์ ผู้มีชื่อเสียงมาจากการสร้างอาคารพานิชย์สองริมฝั่งถนนราชดำเนิน ตึกโดมแต่ก่อนทอดยาวตั้งแต่ฝั่งทางเข้าท่าพระจันทร์จนถึงท่าพระอาทิตย์ คือรวมตึกเอนกประสงค์และอาคารอีกฝั่งเข้าไปด้วยเลย

    ลานปรีดีย์ความจริงแล้วเป็นลานหน้ามหาวิทยาลัย เพราะเมื่อก่อนเค้าเดินทางกันทางน้ำ

    แล้วช่วงนั้นมธ.ก็เป็นที่เพียงไม่กี่ที่ที่มีนาฬิกาใช้ ตอนนี้ก็ยังใช้ได้อยู่หน้าตึกโดมนั่นแหละ

    กลับเข้ามาต่อ..อนุสาวรีย์ของท่านอาจารย์ปรีดีย์ถูกสร้างขึ้นหลังจากที่ท่านเสียชีวิตแล้วเป็นเวลาประมาณ 50 ปี

     

    การจัดสร้างกำแพงประวัติศาสตร์

         

    โครงการจัดสร้างกำแพงประวัติศาสตร์ วันที่ 1 พฤษภาคม 2550 ณ ห้องวรรณไวยกรณ์ ตึกโดม ท่าพระจันทร์

    ขณะนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดสร้างประติมากรรมชิ้นที่ 7 คอนเซ็ปต์คือเหตุการณ์พฤษภา'ทมิฬ ซึ่งจะเป็น 1 ในกำแพงประวัติศาสตร์ จัดสร้างโดยศิลปิน อาจารย์สุรพล ใช้งบประมาณในการสร้าง 1 ล้านบาท ซึ่งได้รับจากผู้อุปการะทั้งศิษย์เก่าและผู้ที่สนใจเป็นจำนวน 20 ท่าน

    จากการจัดสร้างประติมากรรมทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้จึงจัดให้มีการเปิดชิ้นงานในวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ในช่วงบ่ายเป็ฯต้นไปบริเวณที่ตั้งผลงานที่หน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ฝั่งตรงข้ามสนามหลวง ฝั่งติดกับกรมศิลป์

    ให้มีการอภิปรายเหตุการณ์พฤษภา'โดยผู้ที่เคยมีส่วนร่วมจริงในเหตุการณ์

    เสนอให้นักศึกษาเข้าร่วมในกิจกรรมการเปิดผลงานนี้ด้วย โดยจะขอความร่วมมือจากนักศึกษากลุ่มล้อการเมือง

    จะมีการจัดทำสูจิบัตรประมาณ 5-6หน้าแจกในงาน ทั้งยังประกาศชื่อผู้ร่วมบริจาคในการจัดสร้างทั้งหมดลงในสูจิบัตร

    จะมีการจัดทำโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้ร่วมบริจาคเพื่อเป็นที่ระลึก

    อาจมีการจัดขบวนเดินรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ดังนั้นหากมีการจัดขึ้นจริงต้องดูแลเรื่องการจัดการจราจรและขออนุญาตปิดถนนบางส่วน

    จะมีการจัดทำป้ายประติมากรรมเพื่อบรรยายถึงความสำคัญของประติมากรรมชิ้นนั้นด้วย

    ประติมากรรมเดิมที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตไม่มีป้ายอธิบายจำนวน 2 ชิ้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะจัดการสร้างต่อไป

    สถาบันปรีดีย์จะขออนุญาตจัดงานอภิวัฒน์ไทย ที่บริเวณกลางสวนประติมากรรม ในระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2550

    ผู้สนใจบริจาคร่วมสร้างประติมากรรมติดต่อได้ที่สภานักศึกษา ผ่านเสปซหรืออีเมล์แอดเดรสได้เลยค่ะ

     

    ธรรมศาสตร์ทำนาเฟส 2

         

    โครงการธรรมศาสตร์ทำนา ครั้งที่ 2 ร่วมกับรองอธิการบดีฝ่ายการนักศีกษา ณ อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 10 เมษายน 2550

    เนื่องด้วยโครงการธรรมศาสตร์ทำนาครั้งที่ 1 ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ทั้งการตอบรับจากนักศึกษาและผลการเรียนรู้ที่นักศึกษาได้รับ ดังนั้นจึงเกิดโครงการธรรมศาสตร์ทำนาครั้งที่ 2 เกิดขึ้นตามมา โดยมีรายงานผลการจัดโครงการดังนี้

    1.เงินลงทุนจำนวน 200,000 บาท(ร่วมค่าปรับปรุงพื้นที่)

    2.กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว 20,000 บาท

    3.เป็นการทำนาปลอดสารพิษ

    4.มีการกิจกรรมและประกาศผลการดำเนินงานเป็นระยะๆ

    5.มีการเชิญวิทยากรสาขาต่างๆ ทั้งผู้เชี่ยวชาญในการทำนาซึ่งเป็นชาวนาจริงๆ มาให้ความรู้และวิทยากรอื่นที่มาให้ความรู้ด้วย

    6.นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการและได้เรียนรู้จากโครงการนี้ประมาณ 500 คน

    7.ผลจากการจัดโครงการทำให้เกิดกระแสความ"ติดดิน"ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์ของ"คนธรรมศาสตร์"และเป็นจุดประสงค์ของโครงการนี้

    สำหรับโครงการธรรมศาสตร์ทำนาครั้งที่ 2 มีรายละเอียดในการดำเนินโครงการดังต่อไปนี้

    1.เสนอให้จัดกิจกรรมเฟรชชี่ทำนา เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อกระตุ้นความสนใจของนักศึกษาใหม่ที่เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยให้สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันตามคณะ โดยกำหนดให้เป็นสัปดาห์แรกของเดือนก.ค.คือระหว่างวันที่ 2-5 ก.ค. 2550

    2.พื้นที่ทำนาจำนวน 6 ไร่

    3.ให้มีการประชาสัมพันธ์โครงการแทรกในการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิงานรับเพื่อนใหม่

    4.ทางด้านเงินทุนจะลดลงเนื่องจากไม่ต้องเสียค่าปรับปรุงพื้นที่อีก

    5.เนื่องจากจะจัดสัปดาห์เฟรชชี่ทำนาภายในต้นเดือนก.ค. ดังนั้นจึงต้องทำการหว่านพันธุ์ข้าวเพื่อเพาะกล้าให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือนมิ.ย.นี้

     

    ประชุมเรื่องการรณรงค์ให้นักศึกษามธ.แต่งกายอย่างสุภาพ

         

    ประชุมรณรงค์การแต่งกายอย่างสุภาพและเหมาะสม ร่วมกับงานกิจการนักศึกษา ฝ่ายวินัยฯ และรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา 4 เมษายน 2550

    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีนโยบายด้านการแต่งกายของนักศึกษาให้แต่งกายอย่างสุภาพเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องเป็นชุดนักศึกษาเนื่องจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถือเป็นสิทธิและเสรีภาพของนักศึกษาในการเลือกแต่งกายใดๆ แต่ทั้งนี้สิทธินั้นย่อมมีอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงจัดการรณรงค์ให้นักศึกษาแต่งกายอย่างสุภาพเหมาะสม โดยมีแนวทางปฏิบัติและกิจกรรมต่างๆดังนี้

    โดยวิธีการรณรงค์

    1.ประชาสัมพันธ์แทรกในงานสำคัญต่างๆ อาทิงานรับเพื่อนใหม่'50

    2.ให้ดารานักแสดงที่เป็นนักศึกษามธ.มาเป็นpresenterในการแต่งกายอย่างถูกต้องเหมาะสม

    3.จัดทำโปสเตอร์รณรงค์และระเบียบการแต่งกายของนักศึกษา แปะหน้าห้องเรียนหรือตามคณะ

    4.ขอความร่วมมือจากทุกคณะให้จัดการรณรงค์หรือจัดระบบการควบคุม

    5.รณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้แก่นักศึกษา ให้แต่งกายอย่างสุภาพและเหมาะสม

    6.จัดทำป้ายผ้ารณรงค์

    7.จัดทำแผ่นป้าย cut out รณรงค์โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่แสดงถึงการแต่งกายที่ถูกต้องเหมาะสม และอีกส่วนเป็นส่วนที่แต่งกายไม่สุภาพ,การแต่งกายที่ไม่ชวนมอง หรือล่อแหลมต่อการเกิดอันตราย พร้อมเขียนถ้อยคำหยอกเย้าคำแซวหรือล้อเลียน เพื่อให้เกิดกระแสการตอบรับจากนักศึกษามากขึ้น โดยการจัดทำ cut out ครั้งนี้จะเป็นโครงการระยะยาวคือตลอดปีการศึกษา 2550 จำนวน 6 ครั้ง เริ่มตั้งแต่เดือนมิ.ย.50-ม.ค.51 (เว้นช่วงกีฬามหาวิทยาลัยโลกและปิดภาคการศึกษา)โดยมอบหมายให้สภานักศึกษาและอมธ.ร่วมกันจัดหารูปภาพดังกล่าว

    8.จัดทำpop upบนหน้า webside ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และส่วนที่เกี่ยวข้อง

    9.ขอความร่วมมือจากศูนย์หนังสือในการจัดหาชุดนักศึกษาที่ถูกระเบียบมาจำหน่ายให้แก่นักศึกษา