กิจกรรม walking tour รุ่นที่ 3 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
**เรื่องธรรมศาสตร์กับประวัติศาสตร์การเมือง**
ถ้าถามว่าทำไมวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึงเป็นวันที่ 27 มิถุนายน จะมีนักศึกษาซักกี่คนที่จะรู้ คราวนี้มีคำตอบมาให้..มาเริ่มดูกันก่อนเล่ยนะวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครองอ่ะ 24 มิถุนา' 2475ใช่ม้า..ส่วนวันที่ 10 ธันวา'ก็วันรัฐธรรมนูญ...อ้าวววว แล้ว 27 ล่ะ...
คืองี้ วันที่ 10 ธันวา'น่ะเป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 แต่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกไง ส่วนวันที่ 27 มิถุนายน 2475 น่ะเป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกซึ่งยังคงเป็นฉบับชั่วคราวซึ่งมีเพียง 39 ข้อเท่านั้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือข้อแรกที่บัญญัติไว้ว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชนและกษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้อำนาจรัฐธรรมนูญ นับว่าวันนี้เองเป็นวันแรกที่ประชาชนคนไทยได้มีสิทธิใน"ชีวิต"ของตัวเอง เป็น"เจ้าของ"ชีวิตของตัวเอง เพราะแต่ก่อนภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใช่ม้า เพราะงั้นถ้ากษัตริย์สั่งให้ใครตายคนนั้นก็ต้องตาย เพราะงั้นธรรมศาสตร์เลยจัดตั้งขึ้นในอีก 2 ปีต่อมาและใช้วันสถาปนาเป็นวันที่ 27 มิถุนายน เพื่อยกย่อง "ราษฎร" ทุกคน ไม่ใช่ยกย่องคณะราษฎร์ที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24
อย่างที่รู้กันว่าพ่อปรีดีย์เป็นผู้ประศาสตร์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขึ้นมา เพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนทุกคน โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นลูกผู้ลากมากดีหรือเจ้าขุนมูลนายอย่างมหาวิทยาลัยที่หลังสวน (เดี๋ยวนี้จะเข้าใจง่ายกว่าถ้าเรียกว่ามหา'ลัยเล็กๆแถวสามย่าน)นับว่าเป็นเหมือนบ่อน้ำดับความกระหายที่จะเรียนรู้ของประชาชน ตอนที่เริ่มเปิดปีแรกมธ.มีนักศึกษาอยู่ 7094 คน ภายใต้ชื่อโรงเรียนวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แล้วก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน
หลังจากเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองผ่านไปแล้วก็มีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นมากมาย ปฏิวัติกันไปรัฐประหารกันมา แล้วมธ.ก็มีเอี่ยวไปด้วยในหลาย ๆเหตุการณ์อย่างเหตุการณ์เดือนตุลา เป็นต้น ทำให้มธ.เป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวของประเทศที่นายกรัฐมนตรีต้องมาเป็นอธิการบดี เนื่องจากในยุคนั้นธรรมศาสตร์มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการที่จะคุมการเมืองของประเทศให้อยู่ต้องคุมคนธรรมศาสตร์ให้อยู่ ดังนั้นจึงมีคนกล่าวไว้ว่าประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์คือประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ
แต่เหตุการณ์หนึ่งที่มธ.ไม่ได้เข้าร่วมคือเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า พฤษภา' ทมิฬ ..เนื่องจากอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในยุคนั้นไม่ยินยอมให้ใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยเป็นที่ชุมนุม ดังนั้นศูนย์กลางการชุมนุมจึงย้ายมาที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล
**ตำนานเจ้าแม่สิงห์โตทอง**
เมื่อก่อนนี้มธ.เคยเป็นวังเก่า ไม่เชื่อดูกำแพงด้านฝั่งท่าพระจันทร์ดูซิ กำแพงนั้นเป็นของจริงนะ อายุตั้ง 200 กว่าปีมาแล้ว สังเกตดูดีๆ มันไม่ได้ตั้งตรงซักเท่าไหร่แล้วล่ะ เพราะพื้นที่กรุงเทพเป็นดินตะกอนดินจึงนิ่มทำให้สิ่งปลูกสร้างที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานนี้เอียงไปบ้าง
มาหยุดกันที่เจ้าแม่สิงห์โตทองบริเวณโรงอาหารที่ตึกเศรษฐฯ ที่มองเห็นสะพานพระปิ่นเกล้า จากประวัติศาสตร์พระปิ่นเกล้าน่ะไม่ใช่กษัตริย์องค์ไหนหรอกแต่เป็นผู้ที่มีความสามารถมากๆในช่วงสมัยร.3-ร.4 ท่าติดต่อทำการค้ากับอเมริกามาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว แล้วบริเวณที่เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาน่ะเมื่อประมาณ 400-500 ปีที่แล้วสองฝั่งมันติดกันทั้งท่าพระจันทร์แล้วก็วังหลังบริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยที่ฝั่งนู้นนนนน(ถ้าจะไปเที่ยวรถไฟสายมรณะก็ขึ้นจากสถานีนี้ก็ได้นะ)
แล้วการเดินทางเมื่อก่อนเค้าเดินทางกันทางเรือผ่านทางแม่น้ำที่ปัจจุบันเป็น"คลองบางกอกน้อย" ซึ่งจะอ้อมมากหากต้องการขนส่งสินค้าไปทางคลองบางกอกน้อยต้องเดินเรือไปอีก 10 ก.ม.ถึงจะไปถึงอีกฝากของบางกอกได้ ทีนี้เค้าก็เลยขุด "คลองลัดบางกอก"ขึ้นมาเพื่อย่นระยะทาง..ซึ่งก็คือคลองที่ตัดผ่านหน้ามธ.ของเรานี่เอง..ก็ไอ้แม่น้ำเจ้าพระยาปัจจุบันนี่แหละคือแบบว่าเมื่อระยะเวลามันผ่านไปน้ำก็กัดเซาะจนในที่สุดคลองลัดบางกอกก็มีขนาดใหญ่กว่าแม่น้ำบางกอกน้อย(คลองบางกอกน้อย)แล้วคลองก็เลยกลายเป็นแม่น้ำ แม่น้ำก็เลยกลายเป็นคลอง.. และในเมื่อมันผ่านมธ.แต่ก่อนบริเวณมธ.เลยเป็นด่านขนอน คือภาษีรูปแบบหนึ่งของการค้าทางเรือ โดยมีเจ้าพระยาณิชาเยน(สะกดไม่ถูกอ่ะ)ดูแลอยู่
แต่ถ้าย้อนไปให้ไกลลลลลลลกว่านั้นประมาณ 1,000 กว่าปีก่อนแถวนี้เป็นทะเลค่ะ
อ่ะเข้าเรื่อง..เรือสำเภานั้นจะลอยโดยไม่มีสินค้าใดๆอยู่ในเรือไม่ได้เพราะไม่งั้นเรือจะโคลงจนล่มได้ เพราะงั้นชาวจีนหรือชาวต่างชาติที่ล่องเรือมานั้น ภายในเรือนอกจากสินค้าที่บรรทุกมาแล้วจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า"อับเฉา"อยู่ด้วย อับเฉาเป็นรูปปั้นหรืออะไรก็ได้ที่ใช้ถ่วงเรือไม่ให้เรือว่างหลังจากการนำสินค้าออกที่ไทยแล้ว..แล้วจะให้เอาหินธรรมดาๆมาทำเป็นอับเฉาถ่วงเรือมันก็เปลืองค่าขนอนใช่มะ เพราะงั้นเค้าก็เลยนำเอาพวกหินแกะสลักหรือว่าเครื่องบรรณาการที่จะมอบแก่กษัตริย์ไทยบรรทุกมาด้วย
แต่ปรากฏว่าเรือดันล่มซะจนรูปปั้นสิงโตหินตกลงสู่ก้นคลอง ในที่สุดก็สามารถงมกันขึ้นมาได้ ..แล้วของส่วนใหญ่ที่เค้าจะทำน่ะ เค้าไม่นิยมทำเป็นอันเดียว (ลองสังเกตดูต้นไม้จำลองต้องมีต้นไม้เงินต้นไม้ทองถูกมะ) รูปปั้นนี้ก็เหมือนกันนอกจากตัวนึงที่ตั้งอยู่ปัจจุบันนี้แล้ว ยังเชื่อกันว่ามีรูปปั้นอีกตัวนึงแต่จะอยู่ที่ไหนมันก็แล้วแต่ความเชื่อ
ที่แน่ๆนะเค้าเชื่อกันว่าที่อยู่ที่มธ.เป็นตัวเมีย..เพราะอะไรไม่รู้เหมือนกัน..มาฟังตำนานแรกกันดีก่า..ตำนานแรกเค้าเชื่อว่าอีกตัวอยู่ที่ฝั่งวังหลัง แต่ดันจมหายไปแล้ว..วันดีคืนดีเค้าก็จะมีแสงวูบๆจากตาแม่สิงห์โตออกมาหาคู่ของเจ๊เค้า ส่วนตำนานที่สองเค้าเชือว่าอีกตัวก็อยู่ฝั่งเดียวกันถัดจากแม่สิงห์โตนั่นแหละอยู่ไม่ไกลกันแต่ก็โดนน้ำที่เซาะตลิ่งจนพังจมหายกันไปพร้อมกัน ส่วนตำนานที่สามเชื่อว่าที่เป็นความตั้งใจหามาวางไว้โดยรูปปั้นสิงห์โตทองตั้งไว้เพื่อแก้ฮวงจุ้ยของมธ.ที่รับทาง3แพร่งที่เป็นทางอัปมงคล
แต่ไม่ว่าตำนานจะเป็นยังไง เบื้องหลังตำนานนั้นก็คือการที่เจ้าแม่สิงห์โตทองเป็นเครื่องหมายยืนยันที่ชัดเจนมากว่าไทยเรามีการทำการค้ากับจีนมานานมากแล้ว
อืมมเกือบลืม..ทมยันตีนักเขียนนิยายชื่อดังของไทยก็เขียนนิยายรัก"คู่กรรม"โดยใช้การอ้างอิงพื้นที่จริงแถวนี้คืออังศุมาลินนางเอกของเรื่องบ้านอยู่คลองบางกอกน้อย ส่วนโกโบริพระเอกของเราก็เป็นนายช่างอยู่อู่เรือญี่ปุ่นซึ่งอู่เรือญี่ปุ่นแต่ก่อนก็เป็นฝั่งวังหลังแถวๆสถานีรถไฟบางกอกน้อยนั่นแหละ ส่วนกิ๊กเก่าของนางเอกของเราก็อยู่ฝั่งท่าพระจันทร์นั่นก็คือมธ.ของเรานั่นเองก็พอจะอนุมานได้ว่ากิ๊กเก่าของนางเอกนั้นเรียนอยู่ที่มธ.
**จิ๊งหน่อง**
เคยได้ยินชื่อนี้มั๊ย "จิ๊งหน่อง" จริงๆ แล้วจิ๊งหน่องมีชื่อว่า "นักศึกษา" เป็นผลงานรูปปั้นลอยตัวที่ชิ้นใหญ่ที่สุดของอาจารย์เขียน ยิ้มสิริ ศิลปินชื่อดังของไทยบรรจงสร้างขึ้น ปัจจุบันนี้ตั้งอยู่บริเวณสวนของคณะศิลปศาสตร์ ผลงานชิ้นนี้เป็นการสร้างภายใต้โจทย์ "นักคิดไทย" เป็นศิลปะแบบสุโขทัย ลักษณะของรูปปั้นนี้ทุกส่วนเป็นสัญลักษณ์แทนความหมาย คือก้าวเท้าซ้ายไปด้านหน้าหมายถึงความก้าวหน้า มือขวาแสดงท่าคิด ตามองตรงที่ผนึงจารึกจำลองที่ตึกศิลปศาสตร์
มีคนถามว่าทำไมจุฬาเรียกนิสิต..แล้วมธ.เรียกนักศึกษา...จริงๆ แล้วเค้าบอกว่าคำว่านิสิตมาจากคำว่าundergradeคือนักเรียนที่เข้ามาศึกษาแล้วก็กินนอนอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้นเลย แต่มธ.เมื่อก่อนไม่ใช่ นักศึกษาของเราต่างคนต่างมา ไปเช้าเย็นก็กลับมันตรงกับคำว่า studentมากกว่า
เมื่อแรกเริ่มมธ.มีด้วยกัน 4 คณะ..แล้วก็ไม่เหมือนจุฬาอีกแหละ จุฬามีอักษร แต่มธ.มีสินสาด เพราะคำว่าศิลปศาสตร์หรือL-art หมายถึง "เสรี"ทางศิลป์ ไม่จำกัดเพียงศิลป์บางส่วนเช่นด้านภาษา
**ลานโพธิ์และปากฉลาม**
ต้นโพธิ์...จริงๆแล้วไม่ได้ชื่อต้นโพธิ์ ถ้าใครที่สนใจใฝ่ทางธรรมะมากๆก็จะรู้ เพราะคำว่าต้นโพธิ์น่ะมันหมายถึงต้นอะไรก็ได้ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ตอนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าในยุคของเราซึ่งก็คือเจ้าชายสิทธัตถะประทับใต้ต้น"อัสฐะ"นับแต่นั้น ต้นไม้ชนิดนี้ก็ถูกเรียกว่าต้นโพธิ์มาโดยตลอด ถ้าใครมีเวลาไปเปิดดูนะพวกพระไตรปิฎกหรืออะไรก็ได้จะรู้ว่าบางทีอาจเป็นต้นรัง ต้นไทร ต้น...ต้นอะไรก็ได้อ่ะ ก็เป็นต้นโพธิ์ได้ทั้งนั้น
สำหรับต้นโพธิ์ต้นนี้เป็นต้นที่อยู่คู่มธ.มานานแล้วล่ะผ่านเหตุการณ์ร้อนหนาวคู่มธ.มามาก ถ้าน.ศ.ทำอะไรก็ตามใต้ลานโพธิ์ซึ่งโดยมากจะเกี่ยวกับการเมือง มันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที อย่างปีที่แล้วที่น.ศ.มธ.ล่ารายชื่อถอดถอนนายกรัฐมนตรีคนก่อน ข่าวก็ดังเลยว่านักศึกษามธ.ทำเรื่องนี้เรียกได้ว่าถ้ามีกระแสการเมืองเมื่อไหร่นักข่าวแทบนั่งเฝ้าต้นโพธิ์เลยทีเดียว ทั้งๆ ที่ไอ้ข่าวที่ออกไปกับการล่ารายชื่อว่ามธ.เป็นคนทำน่ะ จริงๆ มันก็แค่เด็กมธ.10กว่าคนเท่านั้นเอง
ในอดีตใต้ต้นโพธิ์เคยใช้เป็นเวทีพูดไฮปาร์คสำหรับปลุกกระแสการเมือง..เพราะอะไรถึงต้องเป็นที่นี่..จริงๆแล้วมันเป็นเพราะว่าเมื่อก่อนมีเรียนกันอยู่แค่ ไม่กี่คณะใช่มะ แล้วอย่างเหตุการณ์เดือนตุลาน่ะ น.ศ.เค้าจะสอบกันแต่แล้วแกนนำนักศึกษาก็ดันมาปิดตึกเอาปูนพลาสเตอร์ปิดรูกุญแจปิดห้องสอบซะงั้น ไอ้ข้างล่างมันก็พูดปราศรัยกันอยู่แถวๆลานโพธิ์ ในเมื่อน.ศ.เข้าห้องสอบไม่ได้ก็เลยต้องฟังที่เค้ากะลังแหกปากพูดกันอยู่ แล้วส่วนมากก็คิดไปคิดมาก็เห็นด้วย หรือว่ามีใจเห็นด้วยอยู่แล้วตั้งแต่แรกก็เลยลงมานั่งฟังเป็นเรื่องเป็นราวนำไปสู่การชุมนุม จากนั้นมาลานโพธิ์เลยกลายเป็นที่ชุมนุมไปเลย
และใต้ต้นโพธิ์นี้เองที่เคยเกิดเรื่อง อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวานิชย์และคุณอภินันท์ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นนักศึกษา แสดงล้อเลียนการเมืองด้วยการแขวนคอ คราวนี้คุณอภินันท์ ดันหน้าคล้ายฟ้าชาย หนังสือพิมพ์เห็นเป็นช่องทางในการขายข่าวด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างสุดขั้วและไม่คำนึงถึงคนอื่น เลยประโคมข่าวว่าน.ศ.มธ.หมิ่นเบื้องสูงจนเป็นเรื่องเป็นราวลุกลามใหญ่โตขนาดฆ่าแกงกันจริงๆ
ส่วนปากฉลามก็ไม่มีไรมากหรอก มันถูกสร้างมาพร้อมๆ กับตึกสินสาดนั่นแหละ ในสมัยนั้นนับว่าทันสมัยแล้วก็ไฮโซมั่กๆค่ะ
**ผนังจารึกคณะศิลปศาสตร์**
มธ.เป็นที่แรกที่ริเริ่มในการทำจารึกอักษรที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะตอนสร้างตึกพยายามหาอะไรประดับที่จะทันสมัยได้ทุกยุคแล้วสอดคล้องกับคณะด้วย เลยเกิดการทำจารึกอักขระไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นจารึกพ่อขุนรามคำแหง สร้างมาพร้อมๆกะจิ๊งหน่องนั่นแหละ
มีเด็กเอกประวัติคนนึงเค้าเคยอ่านๆ ดูแล้วเค้าบอกว่ามันผิดไป2ตัวซึ่งก็จริงๆ จารึกผิดไป แต่ถ้าคนอ่านไม่เป็นไม่สังเกตก็จะไม่เห็น
ทั้งๆ ที่มีจารึกอักษรไว้บนผนัง แต่ก็คนมธ.เองนี่แหละที่ออกมาแฉว่าจารึกนี้ไม่ใช่ของจริง ไม่ได้มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจริงๆ เพียงแต่ใช้เป็นกลลวงต่างชาติ ประมาณว่าไทยเราก็รุ่งเรืองมาแต่ก่อนนะ มีวัฒนธรรมเหมือนกันนะ อะไรแบบนั้น ส่วนหินน่ะของจริงจากสมัยนู๊นนน แต่จารึกค่อยมาจารึกกันทีหลังช่วงประมาณรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาจารย์เค้าบอกว่าที่บอกแบบนี้เพราะเนื้อหามันฟ้อง
คือเมื่อก่อนเค้าจะไม่บันทึกอะไรเป็นเรื่องเป็นราวกัน แบบว่าอยากเขียนอะไรก็เขียน บันทึกอะไรก็บันทึก เหมือนพวกภาพตามผนังถ้ำเขียนภาพวัวแสดงการล่าสัตว์อยู่ดีๆ กลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ไปแล้ว เค้าบอกว่าการบันทึกเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้น่ะเพิ่งมีมาทีหลัง เป็นวัฒนธรรมของพวกผู้ดีอังกฤษเค้า ซึ่งเรารับมาในช่วงหลังแล้ว ไม่ใช่ช่วงสุโขทัยแน่นอน ดังนั้นจึงกลายเป็นหลักฐานมัดตัวเองว่านี่คือ"ของปลอม"
**ถนนเล็กๆที่หลายๆคนมองข้าม**
ถนนที่ตัดผ่านระหว่างตึกศิลปศาสตร์กับศูนย์หนังสือในปัจจุบัน มีใครรู้บ้างว่าชื่อถนนอะไร
ถนนนี้เรียกว่าถนน 16 สิงหา ตั้งชื่อแบบนี้เพื่อเป็นการระบึกการประกาศอิสระภาพจากการพ้นเป็นประเทศที่แพ้สงคราม ในสงครามโลกครั้งที่สองที่รัฐบาลไทยอยู่ฝ่ายญี่ปุ่น แต่ขบวนการใต้ดินที่มีกษัตริย์ไทยร่วมด้วยอยู่ฝ่ายอเมริกา หลังสงครามสิ้นสุดลงอเมริกาชนะ ขบวนการใต้ดินของไทยจึงมีบทบาทสำคัญในการไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงครามซึ่งจะเกิดความเสียหายมาก แต่อย่างไรก็ตามจากสงครามครั้งนี้ไทยก็ถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าร่วมในองค์การสหประชาชาติอยู่ดี
จารึกอักษรไม่ได้มีหน้าเดียวมีอยู่ด้วยกันหลายหน้าทั่วตึกลองเดินดูกันนะ
**ปืนใหญ่ริมรั้วมธ.**
เชื่อป่าวว่าปืนใหญ่ที่ตอนนี้วางอยู่บริเวณริมรั้วมธ.ท่าพระจันทร์น่ะ ยังสามารถใช้การได้จริงๆ อยู่นะ แถมยังเป็นปืนใหญ่ที่เคยใช้อยู่จริงๆ ซะด้วย แต่ว่ามันไม่ใช่แบบปืนกลไฟอย่างในหนังสุริโยทัยอะไรแบบนั้นนะ มันเป็นเพียงปืนใหญ่ที่เค้าใช้สำหรับการพังกำแพงเวลาที่บุกเข้าเมืองเท่านั้น
เมื่อครั้งกระนู้นน่ะ บ้านเราเคยมีปืนใหญ่ที่เป็นแบบปืนกลไฟแบบยิงแล้วตู้มเลยอ่ะไรแบบนั้นน่ะ แต่ว่าก็แพ้สงครามจนได้ เพราะไม่มีใครที่สามารถใช้เป็นเลย แบบว่าเหมือนไก่ได้พลอยอ่ะ
อีกอย่างนะในสมัยก่อนนี้ข้างมธ.ด้านที่เป็นวันอยู่ปัจจุบัน เมื่อก่อนก็เป็นวัดน่ะ แต่ว่าเป็นวัดชื่อว่าวัดบางยี่หร่า อยู่ที่เดิมแต่เปลี่ยนชื่อใหม่คือวัดที่อยู่ข้างมธ.ปัจจุบันนั่นแหละ
**ธรรมจักรสัญลักษณ์อันน่าภูมิใจของมธ.**
มีใครรู้บ้างว่าทำไมธรรมจักรถึงเป็นสัญลักษณ์ของมธ. ก็แบบว่านะตอนครั้งที่มีการแข่งขันฟุตบอลประเพณีระหว่างจุฬากับมธ.ครั้งแรกนั้น จุฬาเค้าเอาพระเกี้ยวออกมาแห่ คราวนี้มธ.เลยมานั่งคิดว่าต่อไปเราจะเอาอะไรไปแห่ดี เลยเกิดการคิดตราธรรมจักรขึ้นเพื่อสื่อความถึงธรรมศาสตร์ โดยกงจักรคือธรรมและพานรัฐธรรมนูญแสดงถึงความเกี่ยวข้องกับวิชาการเมือง เข้ากับชื่อมธ.ตอนนั้นคือโรงเรียนวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
พูดง่ายๆ ก็คือธรรมจักรเกิดขึ้นเพราะต้องนำมาใช้ในงานบอลนี่แหละ ส่วนงานบอลครั้งแรกของเรา จัดขึ้นโดยใช้สนามหลวงเป็นที่แข่งขัน
เคยมีบางคนถามกันมาว่าทำไมธรรมะต้องใช้ตราของกงล้อแบบล้อเกวียน..คำตอบก็คือเมื่อสมัยที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้และเริ่มเผยแพร่พระธรรมนั้นล้อเกวียนถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมากที่สุดของยุค เพราะเมื่อก่อนนี้เวลาที่เขาต้องการที่จะสร้างล้อรถกันก็จะนำต้นไม้มาตัดกลางแล้วนำไม้มาเจียนให้กลมเหมือนเขียงแล้วใช้ทำเป็นล้อ คราวนี้เวลาพังก็ต้องเปลี่ยนกันทั้งล้อเลย แต่ล้อแบบซี่ๆอย่างที่เห็นอันเป็นเทคโนโลยีใหม่นั้นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งอัน คือว่าหากต้องการเปลี่ยนตรงไหนก็เปลี่ยนเฉพาะตรงนั้น ซึ่ไหนหักก็เปลี่ยนซี่นั้นอะไรแบบนั้น
**หอประชุมใหญ่ของมธ.**
หอประชุมใหญ่ของเรานับว่าเป็นหอประชุมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ สามารถบรรจุคนได้ถึง 2,500 คน แล้วนอกจากหอประชุมใหญ่แล้วยังมีที่เค้าเรียกกันว่าหอเล็กอยู่ด้วย ทีแรกก็จะไม่รู้ว่าหอเล็กมันอยู่ตรงไหน อยู่ไปนานๆก็จะรู้ว่าหอเล็กมันก็คือหอใหญ่นั่นแหละแต่ว่าทางเข้าอยู่กันคนละด้านเท่านั้นเอง
**ลานปรีดีย์..ผู้ประศาสตร์การมธ.**
อาจารย์ปรีดีย์เป็นผู้ประศาสตร์กรของโรงเรียนวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็นมธ.นั่นเอง ท่านอาจารย์เป็นลูกชาวนาที่เรียนเก่งมากจึงได้ทุนไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส ตอนนั้นที่ฝรั่งเศสเค้าเริ่มปลูกฝังกระแสของประชาธิปไตยกันเป็นอย่างมาก อาจารย์และนักเรียนนอกหัวก้าวหน้าที่อยู่ที่นั่นอยากให้ไทยเป็นประเทศที่พัฒนาภายใต้ระบอบประชาธิปไตย จึงพยายามส่งเสริมแนวทางประชาธิปไตยมาโดยตลอด
แล้วต่อมาก็เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองตามที่ได้เรียนกันมาตามประวัติศาสตร์การเมืองไทยนี่เอง
ครั้งแรกที่เปิดมธ.นั้นน.ศ.มธ.เสียค่าเล่าเรียนกันเพียงหน่วยกิตละ 1 บาทเท่านั้นเพื่อรองรับความต้องการที่จะแสวงหาความรู้ของประชาชน
ตึกโดมในช่วงแรกนั้นถูกออกแบบโดยคุณหมิว อภัยวงศ์ ผู้มีชื่อเสียงมาจากการสร้างอาคารพานิชย์สองริมฝั่งถนนราชดำเนิน ตึกโดมแต่ก่อนทอดยาวตั้งแต่ฝั่งทางเข้าท่าพระจันทร์จนถึงท่าพระอาทิตย์ คือรวมตึกเอนกประสงค์และอาคารอีกฝั่งเข้าไปด้วยเลย
ลานปรีดีย์ความจริงแล้วเป็นลานหน้ามหาวิทยาลัย เพราะเมื่อก่อนเค้าเดินทางกันทางน้ำ
แล้วช่วงนั้นมธ.ก็เป็นที่เพียงไม่กี่ที่ที่มีนาฬิกาใช้ ตอนนี้ก็ยังใช้ได้อยู่หน้าตึกโดมนั่นแหละ
กลับเข้ามาต่อ..อนุสาวรีย์ของท่านอาจารย์ปรีดีย์ถูกสร้างขึ้นหลังจากที่ท่านเสียชีวิตแล้วเป็นเวลาประมาณ 50 ปี